พรุ่งนี้ของฟาเบรกาส

เชส ฟาเบรกาส เพิ่งโชว์ฟอร์มขั้นเพอร์เฟกต์นัดหมายเชือด ซันเดอร์แลนด์ 1-0 ทั้งการยิงประตูชัย รวมทั้งการเป็นผู้นำกองทัพในดินแดนกลาง
รูปแบบการเล่นดูแล้วเพลินตา เนียนทุกกระบวนท่า ทำให้มีปัญหาตามมาว่า ฟาเบรกาส ควรเป็นตัวจริงหรือยัง?
ว่ากันถึงคุณภาพ ฟาเบรกาส ไม่ควรจะต้องเป็นสำรองอยู่แล้ว มีความเป็นเพลย์เมกเกอร์เต็มเปี่ยม เพียงแค่สไตล์การเล่นดูไม่เข้าแท็กติก อันโตนิโอ คอนเต้ โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเกมรับ
ตอนที่เล่นแท็กติก 4-1-4-1 คอนเต้ วางบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับมีบทบาทวิ่งตัดเกม (เอ็นโกโล่ ก็องเต้) ส่วนอีก 2 คน เป็นแถวครบถ้วนบริบูรณ์ รุกดี ยอมรับได้ วิ่งไม่หมด หรือที่เรียกกันรู้จักว่ากองกลางสไตล์ "บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์" (ออสการ์ รวมทั้ง เนมานคุณย่า มาติช)
ฟาเบรกาส มิได้เป็นทั้งนักเตะที่เกมรับดี และไม่ได้วิ่งอัดเต็มสตรีม ทำให้ไม่มีตำแหน่งในแท็กติกนี้ อีกทั้งเมื่อทีมแปลงมาใช้ 3-4-3 ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนที่เล่น 4-1-4-1 อย่างห่วยแตกเป็นได้ลงเป็นตัวสำรองคนแรก แต่เมื่อแปลงแผน คอนเต้ มักมอบโอกาส เนธาเนียล ชาโลบาห์ มากยิ่งกว่าด้วย เพราะเหตุว่าเล่นเกมยอมรับได้ ช่วงท้ายเกมเหมาะเอาลงมาช่วยอัดแผงมิดฟิลด์
ฟาเบรกาส จะได้ลงก็เมื่อมีผู้บาดเจ็บ หรือทีมเริ่มสร้างช่องทางทำประตูมิได้ จะต้องแปลงเอามิดฟิลด์ที่มีหัวเรื่องเกมบุกลงมาผ่านบอลสร้างช่องทาง
ไม่ว่า ฟาเบรกาส จะโชว์ฟอร์มดีแค่ไหน ตัวอย่างเช่นลงมาแอสซิสต์ให้ ดีเอโก้ คอสต้า นัดเจอ วัตฟอร์ด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นแบบเดิม ไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคนเจ็บไข้ ฟาเบรกาส มักจะต้องกลับไปเริ่มต้นที่ตัวสำรองทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจเป็นนัดเจอ ซันเดอร์แลนด์ ถือเป็นหนแรกที่ ฟาเบรกาส ได้ลงสู่สนามโดยไม่ต้องรอคอยให้มีผู้ใดกันเจ็บหรือฟอร์มตก เป็นแมตช์ที่สัมผัสได้ว่า คอนเต้ เชื่อมั่นในฝีเท้าผู้นำกองทัพชาวสแปนิช
ผมคิดว่า คอนเต้ น่าจะอ่านรูปแบบการเล่น ซันเดอร์แลนด์ มาแบบหมดเปลือก ทีมแมวดำมิได้เน้นย้ำเกมเพรสซิ่งมากแค่ไหน เห็นได้จากสถิติการวิ่งที่อยู่ชั้น 16 ของลีก รวมทั้งในช่วงหลัง เชลซี เริ่มมีปัญหาเวลาพบทีมที่เน้นย้ำเกมรับ จะต้องเพิ่มมิดฟิลด์สร้างสรรค์เกม โดยเหตุนี้ ฟาเบรกาส ดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเวลาพบทีมที่ เชลซี จะต้องบุกแบบวันเวย์
สถิติไม่เคยโกหกผู้ใดกัน นัดหมายไหนที่ เชลซี เป็นต่อหลายเท่า รวมทั้งจะต้องครองบอลนวดคู่ปรับ ฟาเบรกาส มักเล่นได้ถูกใจเสมอ โดยเฉพาะนัดหมายที่เจอ ซันเดอร์แลนด์ เรียกได้เต็มปากว่าขั้นเทวดา ผ่านบอลมากสุดในเกมที่ 117 ครั้ง แถมเข้าเป้าถึง 85.5 เปอร์เซ็นต์
มากไปกว่านั้น ฟาเบรกาส มิได้ผ่านบอลกระจอกทั่วไป เพราะเหตุว่าเป็นการผ่านบอลขึ้นหน้า 79 ครั้ง (มากสุดในเกม) รวมทั้งผ่านบอลเพื่อสร้างช่องทางทำประตู 5 ครั้ง (มากสุดในเกม)
ฟาเบรกาส เป็นราวกับศูนย์กลางของทีม เว้นแต่จะผ่านบอลมากสุดแล้ว ยังเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมผ่านบอลให้มากสุดด้วยที่ 108 ครั้ง ไม่มีคำนิยามใดที่ดีไปกว่าคำว่า "โคตรเพลย์เมกเกอร์"
ลองดูสถิติเกมอื่นดูบ้าง นัดหมายที่เจอ เวสต์บรอมวิช ได้เล่นเพราะเหตุว่าทีมอยากได้เกมบุกเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าอยู่ในสนามเพียงแค่ 16 นาที ผ่านบอลไป 21 ครั้ง โดยไม่มีการผ่านคืนหลังแม้กระทั้งหนเดียวFun88ส่วนช่วงต้นฤดูกาลที่เจอ วัตฟอร์ด ลงเล่น 12 นาที ผ่านบอลล่อไป 20 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ของแบบนี้ถ้าจะเทียบเคียงสถิติ จะต้องเอาแบบชอบธรรม เลยเอาเกมที่ เชลซี มิได้เน้นย้ำเกมบุกดูบ้าง

เห็นได้ชัดสุดเป็นตอนเจอ แมนฯ ซิตี้ เล่นครบ 90 นาที แต่ผ่านบอลทั้งเกมเพียงแค่ 50 ครั้ง ซึ่งปัจจัยไม่ใช่เรื่องอื่นไกล ผู้ร่วมทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า เน้นย้ำเพรสซิ่งหนัก เป็นทีมที่วิ่งมากสุดชั้น 2 ซีซั่นนี้
แมตช์ที่เจอ อาร์เซน่อล เช่นเดียวกัน เล่นไป 55 นาที ผ่านบอล 40 ครั้ง แถมช่วยเกมยอมรับได้น้อยมาก สถิติออกมาว่า 1 แท็กเกิล 1 อินเตอร์เซปต์
พิจารณาจากพื้นฐาน ดูเหมือน ฟาเบรกาส อาจมีบทบาทมากสุดเป็นนักเตะพลิกเกม เพราะเหตุว่าในเมื่อยังช่วยเกมยอมรับได้น้อย คงจะเป็นได้ยากที่จะแทรก ก็องเต้ รวมทั้ง มาติช ที่เล่นได้ดุเดือด ครบถ้วนบริบูรณ์ แถมกรณีของ มาติช ยังผ่านบอลดีเปลี่ยนไปจากปกติด้วย ฤดูกาลนี้แอสซิสต์ไป 6 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า ฟาเบรกาส จะไม่มีช่องทางแย่งตัวจริง ถ้าเกิดดูจากเหตุการณ์ของ เชลซี ที่ฟอร์มดีชนะ 10 นัดหมายรวด
เชลซี ณ ตอนนี้เป็นทีมที่อยู่ในภาวะเดียวกับ แมนฯ ซิตี้ รวมทั้ง ลิเวอร์พูล ที่ถ้าเกิดพบทีมอ่อนชั้นกว่า มักพบเหตุการณ์รถบัส จะต้องให้ความสำคัญเรื่องหาทางเจาะกำแพงเหล็กเป็นพิเศษ
3-4-3 เป็นกลยุทธ์เล่นที่ดีเกินคาด และไม่ประหลาดใจที่หลายทีมเพียรพยายามหาทางยั้ง บ้างก็ใช้เพชรตัดเพชร เอาแท็กติกเดียวกนมาสู้ ไม่ก็เน้นย้ำเกมรับสุดกู่ไปเลย
วิเคราะห์จากโปรแกรมอีกยาวไกล 22 นัดหมาย เชลซี เหลือโปรแกรมที่เข้าขั้นเกมหนักราว 7 นัดหมาย ที่เหลือจากนั้น 15 นัดหมาย มีความน่าจะเป็นไปได้ว่า ฟาเบรกาส อาจได้รับช่องทางลงมาสั่งการเกมราวกับแมตช์เจอ ซันเดอร์แลนด์
ไม่ว่าเช่นไร ฟาเบรกาส ยังเป็นประโยชน์ต่อทีม รวมทั้งเจ้าตัวยังมั่นใจเรื่องบทบาทตัวเองด้วย ข้างหลังให้สัมภาษณ์ว่าอยากได้อยู่ทีมถัดไป รวมทั้งเริ่มรู้จักแท็กติก 3-4-3 มากเพิ่มขึ้น (เล่นตัวจริงไปแล้ว 2 นัดหมาย)
จุดนี้จะต้องชื่นชอบความเป็นมืออาชีพของ ฟาเบรกาส แม้จะโดนดร็อปเป็นสำรอง แต่หลายทีที่ได้รับช่องทางมักทำได้ดี แถมบทสัมภาษณ์ดูเป็นดารานำชายตลอด ไม่เคยติเตียนทีม ไม่เคยเอ๋ยถึงคอนเต้
ฟาเบรกาส มีสิทธิ์ที่จะย้ายทีมตั้งแต่ตอนซัมเมอร์ ภายหลังจากทีมมิได้โควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ในที่สุดเลือกอยู่กับทีมถัดไป หัวข้อนี้น่าจะเพียงพอรับรองได้ว่าผู้นำกองทัพสแปนิชคงจะไม่ยอมแพ้ง่ายเกินเหตุ
ข้อความสำคัญที่น่าสนใจตามมาเป็นเมื่อพบทีมที่เน้นย้ำเกมรับ คอนเต้ จะเลือกคู่มิดฟิลด์ตัวจริงเป็นผู้ใดกัน?
นัดหมายปัจจุบันใช้ ก็องเต้ เพื่อผลดีเรื่องการวิ่งไล่บอล เบรกเกมคู่ปรับก่อนหลุดไปถึง 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ อีกทั้งยังทำผลงานได้เพอร์เฟกต์ สกัดบอลเสร็จ 5 ครั้ง รวมทั้งตัดบอลได้ 2 ครั้ง
มาติช เองก็เล่นได้ดิบได้ดี นอกจากแอสซิสต์ 6 ครั้ง รวมทั้งเกมรับที่เด่นโดยธรรมชาติ มาติช ยังมีรูปร่างสูงใหญ่ ช่วยลูกในอากาศได้ ซึ่งถ้าเกิดทีมเลือกใช้ตัวจริงเป็น ก็องเต้ ที่สูง 169 ซม. รวมทั้ง ฟาเบรกาส 175 ซม. อาจเผชิญปัญหาเวลาคู่ปรับเน้นย้ำบอลโยน หรือเข้าเกมหนัก
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดเปลี่ยนเป็น มาติช ที่เป็นตัวจริงคู่ ฟาเบรกาส ราวกับตอนได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีกลาย ดินแดนกลาง เชลซี จะมีแต่มิดฟิลด์ที่ยืดยาด ง่ายต่อการโดนสวนกลับเมื่อเล่น 3-4-3
ยิ่งคิดยิ่งปวดศรีษะ คอนเต้ เองก็คงจะคิดมากเช่นเดียวกัน หรือถ้าเกิดยอมเสี่ยงด้วยการเปลี่ยนมาเล่น 3-5-2 เพื่อเพิ่มตำแหน่งมิดฟิลด์ อาจทำให้เกมขอบเส้นดร็อปลงด้วย

ศึกช้างที่ผีแดง

ข้างหลังการตกรอบยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกมือสารภาพว่ามันเป็นความผิดพลาดของเขาที่ไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมรุกได้ในนัดหมายแพ้โมนาโก ระหว่างที่ โชเซ มูรินโญ ยืนยันปัจจุบัน ''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์'' กำเนิดอะไรสังกัดสองทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์
ดูเหมือนสถานะการณ์ปัจจุบันมันเป็นไปในแนวทางของการตั้งตัว ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองสามก้าว ทั้งสองผู้ฝึกสอนที่ได้รับการสารภาพว่าเก่งที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีที่ล่วงเลยไป ถึงกับออกปากเช่นนั้นเอาการของ เป๊ป ก่อน
คคราวหลังจากโมนาโกพบว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่สามารถยกระดับตัวเองให้ก้าวไปยังทีมที่ใหญ่กว่าพรีเมียร์ลีก แม้เป้าหมายของพวกเขากระจ่างยิ่งนัก ถึงแม้ว่าจะพวกเขามี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เวลานี้โดนค่อนขอดว่าที่ได้แชมป์เนื่องจากว่าทีมบาร์ซ่ากับบาเยิร์น มิวนิค มันดีอยู่แล้วดูจากจำนวน…ข้างหลังเกมโมนาโกพบว่ามันน่าสลดใจรวมทั้งท้อแท้ใจกับการทุ่มทุนสร้างของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กลุ่ม
ครึ่งแรกเสีย 2 ประตู แถมไม่ได้ยิงสักครั้ง อย่าว่าแต้ยิงเลย แค่ทำเกมให้ขึ้นไปหน้าบ้านโมนาโกยังยาก ที่สำคัญกองหลังโชว์ความอ่อนหัดให้มองเห็น ออกลูกสะเปะสะปะ ดินแดนกลางสู้คนพลังชายหนุ่มโมนาโกไม่ได้
เป๊ป ถูกตั้งข้อซักถามว่าสกอร์ที่เหนือกว่า 2 ลูกเป็นสิ่งที่ต้องการหรือไม่ต้องไปใช้กลางรุก 5 คนโดยผลักภาระให้ แฟร์นานดินโญ ผู้เดียวที่เป็นตัวตัดเกม ในที่สุดมันเกิดขึ้นนั่นเป็นดินแดนกลางแพ้ราบคาบดินแดนกลางแพ้…กองหลังยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง คือปัญหาใหญ่ของทีมในปีนี้
การเสียสองประตูครึ่งแรกทำให้งานยากเกิดขึ้นแต่พวกเขาสามารถยิงตีไข่แตกหรือลุ้นตีเสมอได้ แต่ว่าจากเกมครึ่งแรกไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น ทุกคนคิดว่ามีแต่จะโดนเพิ่มถ้าหากออกมาทรงนี้ ความแน่ใจมันก็สวนกัน…ซิตี้ จำต้องกลับมาพีคสุดๆไม่งั้นโดนถล่มเละ
เกมดูดีขึ้นแต่กว่าจะได้ยิงก็ขว้างเข้าไปนาทีที่ 65 นั่นเป็นจังหวะแรกที่ ซูบาซิช ได้เซฟ ก่อนที่ ซาเน จะยิงประตูตีไข่แตก อันเป็นประตูสำคัญ 2-1 ถ้าว่ากันตามจริงครึ่งแรกเกมดีขึ้นแปลกตา พร้อมยิงคืนได้ตลอด
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือกองหน้าดันไม่คมอีก…ใช้โอกาสสิ้นเปลือง กว่าที่ ซาเน จะยิงตีไข่แตก รวมทั้งจากนั้นมาเป็นหน้าที่กองหลังที่ไม่ได้ช่วยคุ้มครองป้องกันอะไรเลย โดน 3-1 ที่เป็นประตูสำคัญส่งโมนาโก เข้ารอบ 8 ทีมในที่สุดจากผลรวม 6-6 ที่ได้จากยิงนอกบ้าน 2 ประตู
ข้อความสำคัญเป็นเกมรุกยังพอเพียงวางใจได้ว่าดี แต่พอเพียงเกมรับซึ่งยังไม่ปรับปรุงรวมทั้งพร้อมเสียประตู มันทำให้แมนฯซิตี้ ล้มเหลว รวมทั้งเมื่อดูภาพรวมๆรุกพอได้ ดินแดนกลางงั้นๆไม่แน่น ไม่ปึ้ก ข้างหลังพร้อมเสียเรือใบสีฟ้า จึงเป็นทีมที่คล้ายๆกับลิเวอร์พูลเป็น…."ขาดสมดุล" ในทีมไป
รับแย่ รุกพอใช้ได้ แบบนี้โอกาสประสบผลสำเร็จมีจำกัด ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เรามองเห็นเป็นราวๆนี้ ลุ้นพื้นที่ชปล. แต่ลุ้นแชมป์คงจะยาก เนื่องจากว่าความสมดุลของทีมไม่มี มันขาดส่วนสำคัญในทีมไป เช่นเดียวกับทีมที่รับดี…แต่รุกไม่สบโอกาสประสบผลสำเร็จต่ำลง
เป๊ป สารภาพข้างหลังเกมแพ้โมนาโกว่าเขาไม่สามารถทำให้ลูกทีมเล่นแบบดุดัน นิสัยเสีย รวมทั้งมีเกมรุกที่ดีพอเพียงในการชนะโมนาโก เขารับผิด ไม่โทษนักเตะ แต่เชื่อว่าในใจคงมีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ถูกกาชื่อทิ้งในซัมเมอร์หน้านี้แน่ๆ
แผงข้างหลังขณะนั้นอยากฟูลหามใหม่เพื่อมาเพิ่มเติมไฟในการเล่น ไม่ใช่ชุดเดิมอย่าง ซาบาเลต้า, คิลชี, วัวลารอฟ หรือจนกระทั่งเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ออตาเมนดี้ ก็ไม่ใช่เซนเตอร์มีเกรดอะไรมาก แม้จะติดทีมชาติอาร์เจนตำหนิน่าก็ตาม

แผงข้างหลังนี่ชูแผง …จอห์น สโตน เองก็จำต้องเล่นกับเซนเตอร์ที่หรูหรากว่าเขา ถ้าหากมุ่งมาดให้เขาคุมข้างหลังผู้เดียวเวลานี้ กระดูกบอลไม่ถึง ในยุโรปนี่ชัดเลย มีปัญหาในการเล่นเกมขั้นสูง ระหว่างที่ดินแดนกลางขาดตัวตัดเกมประสิทธิภาพไป
แนวรุกจัดว่าพอได้ ชุดนี้ ทั้ง กุน อเกรโร , ซาเน, ราฮีม ยังมีโอกาสปรับนิสัยเองได้ ที่ดีเป็นส่วนตัวเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ระหว่างที่ ซิลบา ปีหน้าจะยิ่งโรยหนักกว่านี้
ดูแล้วอ่อนล้า…มันเป็นงานใหญ่สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในกระบวนการทำทีมให้ยิ่งใหญ่ในแถวหน้าของวงการ โดยเฉพาะการก้าวไปครองแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกให้แมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้างแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้แกร่ง
จากเพื่อนบ้านเสียงดังมายังเพื่อนบ้านที่ดูเฉยๆไม่ฮือฮาราวกับช่วงซัมเมอร์ ที่มีหวังมากข้างหลังการแต่งตั้ง โชเซ มูรินโญ คุมทีม
ปัจจุบันแม้เข้ารอบ 8 ทีมในที่สุดบอลยูโรปา ลีก รวมทั้งเหลือถ้วยเดียวที่ได้ลุ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูรินโญ ให้สัมภาษณ์กับ แกรี ลินิเกอร์ โฆษกรายการ "พรีเมียร์ลีก โชว์" ทางช่องบีบีซี มากมายข้อความสำคัญที่สำคัญสุดเขาพูดว่า "เรายังไม่พร้อมสำหรับการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"คมมากสำหรับประโยคนี้ รวมทั้งมันไม่ต้องขยายความว่าอะไรถึงแม้ว่าจะมาก
"ผมรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมสำหรับการมีไว้ในครอบครองยุทธจักรบอลอังกฤษ เรายังไม่พร้อมที่จะพยายาม, ชนะทุกเกม มันยังมีช่องว่างระหว่างความทะยานอยากตามธรรมชาติของทีมยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสิ่งที่เราเป็นอยู่จริงๆเดี๋ยวนี้"มันยากขึ้นกว่าเดิม มันต่างจาก 10-20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง"
ผมว่าเขาสะท้อนอะไรได้กระจ่างในหัวข้อนี้ เขากำลังติดต่อกับแฟนแมนฯยูฯ ที่เต็มไปด้วยความคาดหมายขั้นสูงรวมทั้งจำต้องพยายามปฏิบัติตนแบบจมให้ลง เนื่องจากว่ามันจะเข้าเกณฑ์กลายเป็นแฟนลิเวอร์พูลที่รู้สึกแบบงั้นมาตลอด 26 ปี ภายหลังจากได้แชมป์ลีกหนสุดท้ายปี 1990อีกประโยคเด็ดหนึง่ที่สำคัญเป็น "ผมมาทำงานกับชมรมที่น่าสลดใจ"อันนี้ว่าใครกันแน่นะ…ทดลองอ่านกันดู เอาหลักๆเป็นเขากล่าวว่า "ถ้าหากเป็นผมจะไม่ขาย อังเคล ดิ มาเรีย, ชิชาริโต้ รวมทั้ง ดินแดนนี เวลเบค"
เชื่อว่าสามคนนี้บางทีอาจได้รับความรู้สึกเชิงขัดแย้งจากแฟนผีแน่ๆเนื่องจากว่า ดิ มาเรีย มาในช่วงที่ทีมตกลงไปจากเดิม ระหว่างที่ เวลเบค ก็ไม่ได้รับความยินดีมากนัก ส่วนชิชาริโต้ นั้นน่าจะเป็นขวัญใจอยู่แต่ว่าเชิงแทกตำหนิกแล้วการขาย เวลเบค รวมทั้ง ชิชาริโต้ ออกไปมันเป็นคุณขาดกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน ดิ มาเรีย นั้นเป็นนักเตะที่ มูรินโญ ติดอกติดใจ รวมทั้งเป็นนักเตะคนแรกที่เขาซื้อไปร่วมทีมเรอัล มาดริด รวมทั้ง ดิ มาเรีย ก็กลับไปสู่ฟอร์มทอปของเขาดังเดิมกับทีม เปแอสเช เชื่อว่าถ้าหาก มูรินโญ อยู่กับทีมเร็วกว่านี้เขาก็ซื้อมาร่วมทีมรวมทั้งใช้งานเป็นตัวเดินเกมให้แนวรุก
ส่วนนักเตะที่ มูรินโญ ไม่เอ่ยชื่อว่า ถ้าหากเป็นเขาจะไม่ซื้อมาร่วมทีม ซึ่งเราเองสามารถทายใจได้ไม่ยากเนื่องจากว่าจากสิ่งที่เขาปฏิบัติในสนามชิงชัยรวมทั้งการจัดทีมลงเล่นทุกสัปดาห์พอเพียงจะนำชื่อมาเฉลยกันได้ไม่ยากมูรินโญ มีมารยาทรวมทั้งมืออาชีพมากพอที่จะไม่กล่าวถึงรวมทั้งมันไม่สมควรเอ่ยถึง แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่แฟนผีก็ทายใจได้ไม่ยาก
สิ่งที่ผมเชื่อว่าแฟนผีรวมทั้งแฟนบอลทั่วๆไปจำต้องติดอกติดใจกับการให้สัมภาษณ์ในประโยคต่อมาพร้อมกับ ลินิเกอร์ ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นชมรมที่มีความยิ่งใหญ่มาก ไม่จำต้องไปแชมเปี้ยนส์ ลีกเพื่อยั่วยวนใจนักเตะมาร่วมทีม"
เขาเอ่ยถึง…อิบราฮิโมวิช ควรอยู่กับ กรุงปารีส, ป๊อกบา ควรอยู่กับยูเวนตุส รวมทั้ง มคิทาร์ยาน ควรอยู่กับดอร์ทมุนด์ต่อไปถ้าหากนักเตะคิดถึงเรื่องการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก รวมทั้งเขาเองรู้สึกแฮปปี้มากๆถ้าหากนักเตะตกลงใจไม่ย้ายมาเนื่องจากว่าทีมไม่ได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาจะดีใจมาก ที่ไม่ได้นักเตะแบบนี้มาร่วมทีม
พูดง่ายๆว่า นักเตะควรมีใจมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยุยงไนเต็ด ด้วยข้อตกลงเดียวเป็นเนื่องจากว่านี่เป็นแมนฯยูฯ ไม่ใช่ทีมที่จำต้องไปเล่นชปล. หรือมีโอกาสไปเล่น
จริงครับ…การพูดแบบนี้ไม่ใช่เอาอกเอาใจหรือแค่ให้เกียรติ แต่มันเป็นรูปแบบการทำงานของ มูรินโญ รวมทั้งผมเชื่อว่าผู้ฝึกสอนทุกคนจำต้องมีแนวทางแบบนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คงจะไม่ต้องการที่จะอยากนักเตะที่มาเล่นกับทีมเพื่อ "เงิน" , เกียรติศักดิ์ หรืออะไรนักเตะจะมาเล่นกับทีมนี้เพื่อ "ชมรมแห่งนี้"
มันยังไม่สิ้นยุคหรอก…เนื่องจากว่าตอนท้ายแล้วทีมที่ใช้เงินทุ่มซื้อนักเตะก็จะใช้เงินซื้อนักเตะตลอดเวลา ไม่สามารถดึงนักเตะที่มีความรู้รวมทั้งมีจิตใจต้องการประสบผลสำเร็จกับทีมมาร่วมทีมได้ ปัญหาของสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ นั้นคนละแบบ
ระหว่างที่ เป๊ป พูดว่าไม่สามารถทำให้นักเตะเล่นเกมตามที่เขาอยากได้ รวมทั้งทีมคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์ มันก็คล้ายๆกับ มูรินโญ เพียง มูรินโญ มีรูปแบบการทำงานของเขาที่ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า
"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากนักเตะที่มีใจต้องการมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด โดยมีเงื่อนไขเดียวเนื่องจากว่านี่เป็นแมนเชสเตอร์ ยุยงไนเต็ด"